การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย ubol somsong   
วันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2011 เวลา 10:45 น.

ประวัติและความสำคัญของการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช

logo_pbru130x100การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อเริ่มต้นในปี ค.ศ.1902  โดย Haberlandt  นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันได้ทำการแยกเซลล์พืชมาเลี้ยง  เพื่อจะทำการศึกษาคุณสมบัติของเซลล์  แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จจนถึงระดับเซลล์มีการแบ่งตัว  เพียงแต่พบว่าเซลล์มีการขยายขนาดขึ้นเท่านั้น  ในปี ค.ศ.1930  ได้มีการพัฒนาการเลี้ยงเซลล์ที่แยกมาจากรากของพืชหลายชนิดโดยเลี้ยงในสภาพปลอดเชื้อ  ต่อมาในปี ค.ศ. 1938  สามารถเพาะเลี้ยงอวัยวะ( Organ ) และ แคลลัส ( Callus ) ของพืชได้หลายชนิดและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อได้มีการพัฒนาไปได้อย่างกว้างขวาง และมีการค้นพบเทคนิคใหม่ๆอีกมากมาย ซึ่งสามารถทำการเพาะเลี้ยงพืชเซลล์เดี่ยวๆและโปรโตพลาสต์ของพืชได้หลายชนิด  รวมทั้งการใช้เทคนิคทางเทคโนโลยีชีวภาพ เช่น การตัดต่อยีนส์  การถ่ายยีนส์ ฯลฯ เทคนิค การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อจึงมีบทบาทสำคัญต่อวิทยาการแขนงอื่นๆ เช่น ชีวเคมี  พันธุศาสตร์  การปรับปรุงพันธุ์พืช  โรคพืช  และเภสัชศาสตร์ เป็นต้น 

 

แนวคิดในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชนั้นเกิดขึ้นจากหลักการในทฤษฎีเซล ของ Schleiden (1838) and Schwann (1939) ที่กล่าวถึงคุณสมบัติที่เรียกว่า totipotency ของเซลไว้ว่าเซลแต่ละเซลของสิ่งมีชีวิตมีความสามารถที่จะพัฒนาไปเป็นสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์ใหม่ได้อีก เมื่ออยู่สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม แนวคิดดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของคน สัตว์ และพืช เป็นเหตุให้ในเวลาต่อมามีนักวิทยาศาสตร์พยายามทดลองพิสูจน์ โดยแบ่งความเป็นมาของการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อออกเป็น 3 ยุคคือ

1. ยุคการบุกเบิก (ค.ศ. 1902-1939) เป็นยุคเริ่มต้นของงานด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเซลและเนื้อเยื่อพืช เริ่มในปี ค.ศ. 1902 เมื่อ Haberlandt เป็นผู้ริเริ่มเพาะเลี้ยงเซลพืชเป็นคนแรก โดยนำชิ้นส่วนพืชมาเพาะเลี้ยงในหลอดทดลองเพื่อให้ได้เป็นต้นใหม่ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาในปี ค.ศ. 1934 Went and Thiman ค้นพบสารควบคุมการเจริญเติบโตกลุ่มออกซิน ชนิดIAA (indole-acetic acid) ทำให้ White (1934) สามารถสร้าวสูตรอาหารที่สมบูรณ์และเหมาะสมต่อการเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชมากที่สุดในยุคนั้น ความก้าวหน้าในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชได้ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงในปี ค.ศ. 1939 โดย Nobecourt and Gautheret ได้พบว่าเมื่อเติม IAA ลงในอาหารทำให้มีการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบบางอย่างในอาหารทำให้ประสบความสำเร็จในการชักนำคัลลัส ซึ่งสามารถสรุปความเป็นมาของการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเซลและเนื้อเยื่อพืชในยุคบุกเบิกได้

 

2. ยุคการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสารอาหารและการพัฒนาทางสัณฐาน (ค.ศ. 1940-1978) การพัฒนางานด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเซลและเนื้อเยื่อพืชในยุคนี้การค้นพบที่สำคัญสรุปได้ดังนี้คือ

2.1 การค้นพบคุณค่าทางโภชนาการของอาหารเลี้ยงต้นอ่อนที่เป็นของเหลว (liquid endosperm) จากน้ำมะพร้าว ต่อมาภายหลังได้จำแนกน้ำมะพร้าวไว้ในกลุ่มของสารควบคุมการเจริญเติบโต ชื่อ ไซโตไคนิน ทำให้นักวิทยาศาสตร์ในยุคนั้นเริ่มมีการนำเอาน้ำมะพร้าวไปใช้ในการเพาะเลี้ยงเซลและเนื้อเยื่อร่วมกับสารตัวอื่น เช่น ใช้ร่วมกับ 2,4 –D (2,4-dichlorophenoxyacetic acid) ซึ่งเป็นสารควบคุมการเจริญเติบโตชนิดหนึ่งในกลุ่มออกซิน พบว่าสามารถชักนำให้เนื้อเยื่อดังกล่าวเพิ่มจำนวนและพัฒนาต่อไปได้เป็นอย่างดี

2.2 การศึกษาหาชนิดของสารที่มีผลต่อการแบ่งเซลและได้พัฒนาเทคนิคสำหรับการเลี้ยงสารแขวงลอยโดยการย้ายก้อนคัลลัสไปเลี้ยงในอาหารเหลวบนเครื่องเขย่า

2.3 เทคนิคเกี่ยวกับการเลี้ยงอับละอองเรณูและละอองเรณู

2.4 เทคนิคการแยกและเลี้ยงโปรโตพลาส

        การค้นพบสารอาหารที่จำเป็นต่อการแบ่งเซลและพัฒนาของเนื้อเยื่อตลอดจนเทคนิคต่าง ๆ ทำให้มีการนำเอาเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไปใช้ประโยชน์อย่างมากในการขยายพันธุ์พืชเชิงการค้า ปัจจุบันมีการนำเอามาใช้ในการขยายพันธุ์เป็นปริมาณมาก (mass propagation) ในพืชเกือบทุกชนิด

3. ยุคของการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ (ค.ศ. 1979-ปัจจุบัน) เป็นยุคที่มีการนำเอาเทคนิคการเพาะเลี้ยงเซลและเนื้อเยื่อมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรและอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการขยายพันธุ์พืช การผลิตพืชปลอดโรค การปรับปรุงพันธุ์พืช การใช้ผลิตสารทุติยภูมิ เทคนิคที่มีการนำมาใช้ในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชในสภาพปลอดเชื้อในปัจจุบัน ได้แก่ การเลี้ยงต้นอ่อน การเลี้ยงอวัยวะ การเลี้ยงคัพภะ การเลี้ยงเนื้อเยื่อหรือคัลลัส และการเลี้ยงเซลแขวงลอย (บุษราภรณ์ ,2548)

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชได้พัฒนาเพื่อใช้ในงานขยายพันธุ์พืชอย่างกว้างขวาง ปัจจุบันมีการสร้างห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อการค้าอย่างแพร่หลายในประเทศแถบทวีปยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา และญี่ปุ่น ความก้าวหน้าต่อไปในอนาคตยิ่งมีมากขึ้นในแง่การหาวิธีที่เหมาะสมทางด้านอุตสาหกรรม การลดต้นทุนการผลิต การผลิตเป็นการค้า ซึ่งเมื่อใดที่วิทยาการด้านนี้ก้าวหน้าจนสามารถพัฒนาไปในเชิงการค้าและอุตสาหกรรมได้แล้ว ย่อมส่งผลไปสู่การสร้างพืชพันธุ์ใหม่ ๆ ตลอดจนผลิตภัณฑ์เพื่อใช้ประโยชน์ในทางปฏิบัติที่กว้างขวางยิ่งขึ้น(รังสฤษฏ์,2541)

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อชนิดต่าง ๆ นั้นมีจุดมุ่งหมายแตกต่างกัน และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้หลายประการ สรุปได้ดังนั้น

1. เพื่อการขยายพันธุ์พืชให้ได้เป็นจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว ได้แก่ การเพาะเลี้ยงแคลลัส การเพาะเลี้ยงตายอด เป็นต้น เพื่อผลิตพันธุ์พืชซึ่งเราสามารถขยายหรือเพิ่มปริมาณพืชที่มีลักษณะเหมือนพ่อแม่ในปริมาณมาก และรวดเร็ว โดยอาศัยสูตรอาหารสังเคราะห์ที่เหมาะสมต่อพืชแต่ละชนิดสามารถเพิ่มจำนวนต้นพืชเป็นทวีคูณ สะดวกต่อการเก็บรักษารวบรวมพันธุ์ แนวทางนี้ใช้กันแพร่หลายทั่วไปในประเทศไทย มีพืชหลายชนิดที่เรานำมาขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้ เช่น กล้วยไม้ ปาล์มน้ำมัน กล้วย สตรอเบอรี่ ไม้ดอกไม้ประดับต่าง ๆ เป็นต้น

2. เพื่อการผลิตพืชที่ปราศจากโรค ปัญหาสำคัญประการหนึ่งในการผลิตพืชคือ การเกิดโรคพืชโดยเฉพาะโรคที่มีสาเหตุจากเชื้อ แบคทีเรีย ไวรัส และไฟโตพลาสมา ที่ติดมากับเมล็ดหรือส่วนขยายพันธุ์ต่าง ๆ ที่มีความสำคัญมากต่อการผลิตพืช เนื่องจากทำให้ผลผลิตลดลงอย่างมาก ทำโดยการใช้เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเจริญปลายยอด จะสามารถผลิตพืชที่ปราศจากเชื้อได้

3. เพื่อการเก็บรักษาเชื้อพันธุกรรมของพืช โดยเก็บรักษาในรูปคัลลัส หรือต้นที่สมบูรณ์ในหลอดทดลองสามารถทำได้คราวละมาก ๆ แต่ใช้เนื้อที่แรงงานต้นทุนน้อย ปลอดภัยจากภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในแปลงรักษาพันธุ์ด้วย

4. เพื่อการผลิตยาหรือสารเคมีจากพืช โดยนำเนื้อเยื่อของพืชบางชนิดที่มีคุณสมบัติเป็นยาหรือสารเคมีที่มีประโยชน์ทางอุตสาหกรรม มาสกัดสารดังกล่าว

5. เพื่อการปรับปรุงพันธุ์ สามารถคัดเลือกสายพันธุ์ที่ทนทาน หรือต้านทาน ได้จากเงื่อนไขของอาหารและสภาวะแวดล้อมของการเลี้ยง หรือการชักนำการกลายพันธุ์ โดยใช้รังสี หรือสารเคมี

6. การศึกษาทางชีวเคมี สรีรวิทยา และพันธุศาสตร์ พืชที่เลี้ยงในอาหารสังเคราะห์สามารถติดตามการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงในด้านเหล่านี้ได้ง่าย ชัดเจน และถูกต้องแม่นยำ เนื่องจากการควบคุมตัวแปรต่าง ๆ ทำได้ดีกว่าในสภาพปลูกปกติ(นิตย์ศรีและคณะ,2549)

การเจริญของชิ้นส่วนพืชที่นำมาเพาะเลี้ยงบนอาหารสังเคราะห์เพื่อให้เกิดเป็นต้นพืชที่สมบูรณ์ พบว่าเนื้อเยื่อมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในลักษณะต่าง ๆ ได้ 3 แบบ คือ

1. เกิดแคลลัส คือ กลุ่มเซลที่ยังไม่พัฒนาเป็นเนื้อเยื่อ เมื่อได้รับอาหารและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็สามารถเกิดเป็นยอดและรากได้

2. เกิดออร์แกโนจีเนซิส (organogenesis) คือชิ้นส่วนของพืชเกิดยอด หรือเกิดเป็นราก เกิดเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกันขึ้นอยู่กับว่าเนื้อเยื่อหรือเซลได้รับการกระตุ้นให้เจริญเป็นยอดหรือราก ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ควบคุม

3. เกิดเอ็มบริโอจีเนเนซิส (embryogenesis) กลายเป็นเอ็มบริออยด์ (embryoid) มีการพัฒนาการเหมือนเอ็มบริโอแต่ต่างกันตรงจุดกำเนิด กล่าวคือ เอ็มบริโอได้จากการที่ละอองเรณูเข้าผสมกับโอวูลได้ไซโกตแล้วเจริญเป็นเอ็มบริโอ ส่วนเอ็มบริออยด์ มีจุดกำเนิดจากเซลร่างกายหลังจากนั้นก็จะพัฒนาเป็นขั้นตอนต่าง ๆ เป็นต้นกล้า(รังสฤดิ์ ,2541)

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์สามารถเลี้ยงเซลล์จากต้นพืชตลอดจนเซลล์สืบพันธุ์ เช่น ละอองเกสรพืช ทำให้เป็นต้นได้สำเร็จ นอกจากนั้นยังสามารถเลี้ยงโปรโตพลาสแล้วบังคับให้เจริญเป็นต้นได้ และได้นำวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาใช้ขยายพันธุ์พืชเศรษฐกิจเป็นการค้าได้สำเร็จ (จิรา,2551)

สำหรับประเทศไทย ได้เริ่มนำมาใช้ขยายพันธุ์พืชเป็นการค้าในประเทศ ในปี 2516-2518 โดยศาสตราจารย์ระพี สาคริก นำมาพัฒนาต่อยอดเริ่มต้นจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วยไม้เพื่อขยายพันธุ์เป็นการค้าและส่งเสริมให้เกิดเป็นอาชีพใหม่ จนกลายเป็นพืชอุตสาหกรรมที่สำคัญพืชหนึ่งของประเทศ ต่อมาได้มีการพัฒนาขีดความสามารถให้สามารถขยายพันธุ์ไม้อื่นๆในเชิงการค้าอย่างแพร่หลาย ได้แก่ กล้วย หน่อไม้ฝรั่ง ไผ่ เยอรบีร่า หน้าวัว เบญจมาศ บอนสี ปทุมมา กระเจียว กุหลาบสตรอเบอรี่ ขนุน ไม้สัก และพันธุ์ไม้อื่น ๆ อีกมากมาย (อุทัย, 2545) นอกจากใช้เพื่อการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วแล้ว ยังนำมาใช้เพื่อการผลิตพันธุ์ปลอดโรคซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส และเชื้อแบคทีเรียที่มักติดมากับหัวพันธุ์/ท่อนพันธุ์ทำความเสียหายให้กับพืชที่ปลูกใหม่และการส่งออก(วิภาดา, 2545) รวมถึงการนำมาใช้เพื่ออนุรักษ์เชื้อพันธุกรรมพืช

 

 

ความหมาย 

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชว่าหมายถึง การนำชิ้นส่วนพืชชนิดใดก็ได้ เช่น อวัยวะต่าง ๆ ข้อ ตา ปลายยอด ราก โปรโตพลาส มาเลี้ยงในอาหารวิทยาศาสตร์ที่สังเคราะห์ขึ้นซึ่งประกอบไปด้วย เกลือแร่ ธาตุอาหารต่าง ๆ ไวตามิน น้ำตาล และสารควบคุมการเจริญเติบโต ในกลุ่มของ ออกซิน หรือ ไซโตไคนิน เนื้อเยื่อจะถูกไว้ในสภาพปลอดเชื้อจุลินทรีย์ และควบคุมสภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิประมาณ 25-28 องศาเซนเซียส ได้รับแสงประมาณ 1,000-2,000 ลักซ์ ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของพืชจะสามารถพัฒนาเป็นต้นพืชโดยตรง หรือเจริญเป็นแคลลัส หรือเอมบริออย และหลังจากนั้นพัฒนาเป็นต้นพืชที่สมบูรณ์ต่อไป(รงรอง ,2542)

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อว่าหมายถึง การเพาะเลี้ยงชิ้นส่วนพืชหรืออาจหมายถึงการเพาะเลี้ยงเซล การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ หรือการเพาะเลี้ยงอวัยวะในอาหารสังเคราะห์สูตรต่าง ๆ ภายใต้สภาวะที่เหมาะสมและปลอดเชื้อ นักวิทยาศาสตร์พบว่าเซลของพืชที่นำมาเพาะเลี้ยงด้วยเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชมีความสามารถที่จะเจริญเติบโตเป็นต้นพืชที่สมบูรณ์ได้ ความสามารถของเซลเช่นนี้เรียกว่า โททิโพเทนซี (totipotency) ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวนี้เองทำให้มีการนำเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชมาใช้ในการขยายพันธุ์พืช การปรับปรุงพันธุ์พืชร่วมกับเทคโนโลยีทางพันธุศาสตร์โมเลกุลเพื่อการตัดต่อจีนให้ได้ต้นพืชที่มีลักษณะที่ต้องการ(สมพร,2549)

การขยายพันธุ์พืชโดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ หมายถึง การทำให้เกิดต้นต้นใหม่จากชิ้นส่วนต่าง ๆ ของต้นพืช เช่น คัพภะ เมล็ด ต้น ยอดอ่อน แคลลัส และละอองเกสรตัวผู้ ในอาหารเทียมในสภาพปลอดเชื้อ จากการวิจัยพบว่า สามารถที่จะเก็บรักษาแคลลัส หรืออวัยวะต่างๆ เช่น ราก ให้คงสภาพอยู่ได้ในอาหารเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยไม่ให้เกิดต้นพืชได้อย่างไม่มีกำหนด พืชทุกชนิดมีแนวโน้มที่จะขยายพันธุ์โดยวิธีนี้ได้ ถ้าหากทราบความต้องการธาตุอาหาร สารควบคุมการเจริยเติบโต และการเพาะเลี้ยง(จิรา,2542)

จากความหมายของการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชที่กล่าวข้างต้นสามารถให้คำจำกัดความการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชคือการนำเอาส่วนใดส่วนหนึ่งของพืชไม่ว่าจะเป็น เซล โปรโตพลาส เนื้อเยื่อ แคลลัส และอวัยวะมาเลี้ยงในอาหารสังเคราะห์ซึ่งประกอบด้วยเกลือแร่ น้ำตาล วิตามิน และสารควบคุมการเจริญเติบโต ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ควบคุมอุณหภูมิและแสงสว่างให้เหมาะสมและปลอดจากเชื้อจุลินทรีย์ให้พัฒนาเป็นต้นพืชที่สมบูรณ์ได้ เป็นสมบัติที่โดดเด่นของเซลพืชที่เรียกว่าโททิโพเทนซี

ประโยชน์ของการขยายพันธุ์ด้วยเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

ในปัจจุบันเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้เข้ามามีบทบาทต่อการเกษตร โดยเฉพาะในด้านการขยายพันธุ์พืช เนื่องจากสามารถขยายพันธุ์พืชได้อย่างรวดเร็ว มีความสม่ำเสมอ ได้ปริมาณมากในระยะเวลาสั้น การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชมีทั้งข้อดี และข้อจำกัด ดังนี้

ข้อดีของการขยายพันธุ์ด้วยเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

1. เพิ่มปริมาณได้จำนวนมากในระยะเวลาสั้น

2. ต้นที่ได้มีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนพ่อแม่

3. ต้นพืชที่ได้จะโตเร็วและมีขนาดสม่ำเสมอ เก็บเกี่ยวผลผลิตได้พร้อมกัน และผลผลิตได้มาตรฐาน

4. ต้นที่ได้จะปลอดโรค

ข้อจำกัดสำหรับการขยายพันธุ์ด้วยเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

1. ลักษณะทางพันธุกรรมที่ต้องการอาจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม(ในกรณีการชักนำต้นจากแคลลัส)

2. ในพืชบางชนิด(ไม้เนื้อแข็ง)ชักนำการเกิดรากค่อนข้างยาก

3. การย้ายปลูกต้นไม้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อลงปลูกในดินค่อนข้างยุ่งยาก

4. การลงทุนสูง เพาะต้องใช้ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือและสารเคมีเฉพาะทาง ซึ่งมีราคา งานประณีตจึงมีค่าแรงสูง ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการค้นคว้าหาเทคนิคและอาหารที่เหมาะสม รวมทั้งต้องลงทุนในการสร้างห้องปฏิบัติงานสูง ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยค่อนข้างสูง จะต้องผลิตจำนวนมาก ๆ จึงจะคุ้ม(จิรา,2551)

 

พืชที่นำมาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้สำเร็จในประเทศไทย

ในปัจจุบันมีหน่วยงานวิชาการต่าง ๆ ที่ดำเนินงานการศึกษา ทดสอบ วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรได้มากมายหลายด้าน เช่น การขยายพันธุ์พืชจำนวนมากในเชิงพาณิชย์ การเก็บรักษาเชื้อพันธุ์ การผลิตพืชปลอดโรค และการปรับปรุงพันธุ์เป็นต้น ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(2542) ได้รวบรวมชื่อพืชชิ้นส่วนที่นำมาเลี้ยง สูตรอาหาร ชนิดและความเข้มข้นของสารควบคุมการเจริญเติบโตที่ช้ ลักษณะการเจริญของเนื้อเยื่อ ดังนี้

 

ตัวอย่างพืชที่นำมาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้สำเร็จในประเทศไทย (ต่อ)

ชื่อพืช

ชิ้นส่วนที่นำมาเลี้ยง

สูตรอาหาร

ฮอร์โมนที่ใช้

การเจริญของเนื้อเยื่อ

เอกสารอ้างอิง

ข้าว

Oryza sativa L.

อับละอองเกสร

 

 

แคลลัส

N6

 

 

MS

2,4 –D 2 มก./ล.

Kinetin 0.5 มก./ล.

น้ำตาล 50 กรัม/ล.

IAA 0.5 มก./ล.

BA 2 มก./ล.

แคลลัส

 

 

ยอด

ภัทรพร ภักดีฉนวน. 2540

 

ยอด

MS

-

ต้นและราก

 

รักเร่

ตาข้าง

ใบ

 

 

 

แคลลัส

 

 

ยอด

MS

MS

 

 

 

MS

 

 

MS

BA 0.3 มก./ล.

BA 0.1 มก./ล.

NAA 0.1 มก./ล. หรือNAA 0.3    มก./ล.

BA 0.1 หรือ 0.5 มก./ล. ยอดและ NAA 0.1 มก./ล.

 

NAA 0.15 มก./ล.

ยอด

แคลลัส

 

 

 

 

 

 

ราก

กุหลาบ คงทอง. 2539

 

ตัวอย่างพืชที่นำมาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้สำเร็จในประเทศไทย

ชื่อพืช

ชิ้นส่วนที่นำมาเลี้ยง

สูตรอาหาร

ฮอร์โมนที่ใช้

การเจริญของเนื้อเยื่อ

เอกสารอ้างอิง

กล็อกซีเนีย

Sinnigia specionsa

ก้านดอกตูม

MS

Kinietin 2 มก./ล. หรือ Matozim MT 0.25 มก./ล.

ต้น

ต้น

รงรอง วิเศษ-สุวรรณ, 2528

กุหลาบ

ตาข้าง

 

ยอด

MS

น้ำตาลซูโครส 4%

MS, น้ำตาลซูโครส 4%

BA 2 มก./ล.

 

-

ยอด

 

ราก

ประนอม พฤฒิพงษ์และคณะ. 2531

แกลดิโอลัสGladiolus hydridus

ปลายยอดและตาข้าง

ยอดที่เกิดจากปลายยอดและตาข้าง

MS

 

MS

BA 0.1 - 2 มก./ล.

 

NAA 0.5 มก./ล. น้ำมะพร้าว 15 % หรือ Kinietin 0.1 - 0.5 มก./ล.

ยอดจำนวนมาก

 

ราก

วิไลลักษณ์ ชินะจิตร, 2524

 

หัว

ก้านช่อดอก

MS

MS

BA 0.1 - 6 มก./ล.

Kinietin 0.5 มก./ล.

NAA 10 มก./ล.

ยอดจำนวนมาก

แคลลัสและราก

 

โกสน

Codiscum variegatum

ปลายยอด ลำต้น ก้านใบและใบอ่อน

แคลลัส

MS

 

MS

BA 5 มก./ล.

2,4-D 2-4 มก./ล.

BA    5 มก./ล.

NAA 5 มก./ล.

แคลลัส

 

ยอด

วิไลลักษณ์ สุขจิต-ตานนท์. 2528

คาร์เนชัน

Diantus caryophyllus

ปลายยอด

MS

Kinetin 0.5 มก./ล.

NAA 1.0 มก./ล.

หรือน้ำมะพร้าว

15 %

ต้น

 

ชัยชุมพล สุริยะ-ศักดิ์. 2526

บอนสี

Caladium biocolor

ใบอ่อน

MS

BA 1 มก./ล.

NAA 1 มก./ล.

แคลลัส

ชุติมา คุณาไทย. 2526

บีโกเนีย

เมล็ด

MS

BA 1 มก./ล.

NAA 1 มก./ล.

ต้น

สุมนา กิจไพฑูรย์. 2528

 

ต้นอ่อน

MS

Kinetin 5 มก./ล.

NAA 1 มก./ล.

เพิ่มจำนวนต้น

 

เบญจมาศ

ตาข้าง ลำต้น ใบ

MS

Kinetin 2 มก./ล.

NAA 0.02 มก./ล.

แคลลัส ต้น

สุเมธ อรัญนารถ. 2524