ยินดีต้อนรับ, ผู้เยี่ยมชม
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน.    ลืมรหัสผ่าน?
เลื่อนลงล่างสุดหน้า: 1
หัวข้อ: การเขียนบทความวิชาการ
#23
การเขียนบทความวิชาการ 6 Years, 11 Months ago Karma: 0
การเขียนบทความทางวิชาการ

รศ.ดร.นิตยา ประพฤติกิจ ประธานชุมชนนักปฏิบัติการเขียนบทความทางวิชาการ รายงานว่า ชุมชนนักปฏิบัติการฯ ได้จัดการบรรยายพิเศษทางวิชาการ เรื่อง “การเขียนบทความทางวิชาการ” เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2550 เวลา 08.30-12.00 น. ณ ห้องประชุมมรกต อาคารเพชรน้ำหนึ่ง โดยได้เชิญ รศ.ดร.ธีระ ประพฤติกิจ เป็นวิทยากร ในการให้ความรู้แก่คณาจารย์จากทุกคณะและทุกหน่วยงานใน มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จำนวน 50 คน ซึ่งพอสรุปคำบรรยาย ได้ดังนี้
การเขียนบทความเชิงวิชาการ หมายถึง การเขียนบรรยาย อภิปราย วิเคราะห์ วิจารณ์อย่างมีเหตุผล และมีระบบ โดยวิธีวิทยาศาสตร์ ระเบียบวิธีวิจัย หรืออริยสัจ 4 นั่นเอง เพราะบทความเชิงวิชาการ เป็น เครื่องมืออย่างหนึ่งในการแก้ทุกข์ หรือปัญหาให้ผู้อื่นที่ยังไม่รู้ ดังนั้น การเขียนจึงควรดำเนินการตาม ขั้นตอนดังนี้
1. ขั้นทุกข์ หรือ ปัญหา คือการทำให้รู้ว่าทุกข์หรือ ปัญหา คืออะไร ของใคร เกิดขึ้นที่ไหนเมื่อไร เป็นอย่างไร แต่ยังไม่บอกวิธีแก้ไข หัวข้อ จึงมักจะตั้งแบบลอย ๆ ว่า “โรคที่มากับความอ้วน ผลร้ายของอินเทอร์- เน็ต พฤติกรรมนักการเมืองในปัจจุบัน โรคพืชใหม่ ๆ ในปัจจุบัน และ ปัญหาเยาวชนไทยในปัจจุบัน” เป็นต้น ถ้าเป็นการวิจัยก็เรียกว่า การ วิจัยเชิงสำรวจ (Survey research)
2. ขั้นสมุทัย คือการหาสาเหตุแห่งทุกข์ หรือปัญหาโดยการตั้ง คำถามว่า เพราะเหตุใดหรือทำไม เพื่อหาคำตอบว่า เพราะเหตุนั้นเหตุนี้ เหมือนการตั้งสมมุติฐานในการวิจัย การเขียนขั้นนี้จะต้องคิด ต้องค้น เพื่อหาเหตุผล ทฤษฎี หรือแม้กระทั่งการใช้สามัญสำนึกของผู้เขียนและ ผู้อื่น หรือจากธรรมชาติ (สัจธรรม) มายืนยันให้น่าเชื่อถือ หัวข้อบทความ แบบนี้มักจะขึ้นต้นว่าทำไมหรือเพราะเหตุใด เช่น เพราะเหตุใดคนไทย จึงแตกแยก! ทำไมเด็กไทยจึงไม่ชอบคิด เพราะเหตุใดเด็กไทยจึงเป็น โรคอ้วน และเพราะเหตุใดเด็กไทยจึงกลัวภาษาอังกฤษ เป็นต้น ถ้าเป็น การวิจัยก็เรียกว่า การวิจัยเชิงทดลองหรือกึ่งทดลอง เพื่อหาเหตุและผล บทความระดับนี้จะสูงกว่าระดับแรก เพราะต้องวิเคราะห์ วิจารณ์ ฯลฯ
3. ขั้นนิโรธ คือขั้นพบทางดับทุกข์ หรือคำตอบ ซึ่งก็คือ ทางสายกลาง ความพอดี หรือพอเพียงโดยไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง นั่นเอง ซึ่งใช้ได้กับทุกปัญหา หรือทุกคำถาม ที่ถามในขั้นสมุทัย ทาง สายกลางจึงเป็นผลของการคิด วิเคราะห์ เปรียบเทียบว่า ตึงไปก็ไม่ดี หย่อนไปก็ไม่ดี แล้วทดสอบอย่างแยบคายดีแล้วของพระพุทธองค์ ถ้าเป็นการวิจัยก็คือ การวิเคราะห์ข้อมูลจนพบคำตอบ ที่เชื่อมั่นได้ถึง 100 เปอร์เซนต์ เลยทีเดียว ผู้ที่เขียนบทความขั้นนี้จึงต้องเป็นนักคิด นักวิเคราะห์ที่ดี มีความสามารถในการหาคำตอบ เพื่อหาแนวทางแก้ไข โดยไม่ต้องบอกวิธีแบบนักวางแผน หัวข้อของบทความแนวนี้ ได้แก่ แนวทางในการพัฒนามหาวิทยาลัยราชภัฏ แผนพัฒนาประเทศไทยให้มีความสุข แนวทางการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข และแนวทางการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย เป็นต้น
4. ขั้นมรรค คือวิธีทำให้เดินสายกลาง หรือมีความพอดี เพื่อการพ้นทุกข์ หรือหมดปัญหา โดยการตั้งคำถามว่า ทำอย่างไร เป็นเรื่องที่ยากที่สุดสำหรับมนุษย์ แต่พระพุทธองค์ก็ทรงคิดได้ 8 วิธี คือ คิดดี ระลึกหรือตั้งใจดี พูดดี ทำดี เลี้ยงชีพดี พยายามดี สติดี และสมาธิดี ซึ่งเป็นลักษณะของนักเขียนที่ดี ถ้าเป็นบทความทาง วิชาการก็จะเป็นขั้นสูงสุด หัวข้อก็ควรจะตั้งในใจหรือตั้ง จริง ๆ ว่า ทำอย่างไร เช่น ทำอย่างไรคนไทยจึงจะไม่แตกแยก (คำตอบคือเดิน สายกลาง หรือประชาธิปไตย ไม่เผด็จการ หรือไม่หย่อนยานแบบ ไม่มีขื่อมีแป โดยใช้ มรรค 8) ทำอย่างไรจึงจะปลูกดอกไม้ได้ดี เทคนิค การป้องกันโรคประสาท เลี้ยงลูกให้เป็นอัจฉริยะ และสอนอย่างไร เด็กไทยจึงจะกล้าคิดกล้าทำ ซึ่งมักจะต้องพูดถึงปัญหา และสาเหตุ บ้างเพียงเล็กน้อยเพื่อนำความก่อน
ดังนั้นผู้เขียนจึงควรเลือกเขียนตามขั้นที่ตนถนัด เช่น ถ้าถนัด การบรรยาย ก็เขียนบทความขั้นเสนอปัญหา ซึ่งมักจะมีข้อมูล ตัวเลขประกอบได้ ถ้าถนัดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมีเหตุผลก็ เขียนบทความขั้นเสนอสาเหตุ ถ้าถนัดการคิดริเริ่มสร้างสรรค์แปลก ใหม่ หรือชอบสอนชอบเสนอแนะ วิธีแก้ปัญหาก็เขียนบทความ ขั้นทำอย่างไร หรือมรรควิธี และถ้าใครถนัดทุกอย่างก็เขียนบทความ แบบบูรณาการ (Integration) คือเสนอทั้งปัญหา สาเหตุ แนวทาง และวิธีแก้ไขแบบเบ็ดเสร็จไปเลย โดยตั้งหัวข้อเช่นเดียวกับขั้นมรรค คือ ทำอย่างไร และมักจะเป็นบทความที่มีความยาวมากโดยแบ่งเป็นตอน ๆ เช่น ปัญหา หรือทุกข์ สาเหตุ แนวทางและวิธีการแก้ไข เป็นต้น
นอกจากนี้ผู้เขียนบทความที่ดียังจะต้องมีเทคนิควิธีที่ดีใน การเขียนที่นอกเหนือจากการมีความมุ่งมั่นที่จะเขียน มีสมอง ที่ไม่เครียด มีสมาธิดี มีแรงจูงใจภายนอก มีบรรยายกาศการทำงานที่ดี และมีชุมชนนักเขียนให้กำลังใจ คือจะต้องทำงานตามทฤษฎี ระบบแบบกิจกรรม “เก็บไป-เคาะไป” ที่ให้ทำในห้องอบรมคือ ต้องรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่กระจัดกระจาย (เหมือนกระดาษ ที่วิทยากรโยนให้เก็บแบบลองผิดลองถูก) ให้พร้อมอยู่ใกล้มือ จากนั้นจึงค่อย ๆ ร้อยเรียงภาษา ตั้งแต่ชื่อเรื่องที่ไม่เหมือนงานวิจัย และความนำให้น่าสนใจ เร้าใจ และทันสมัยก่อนด้วย การตรวจทาน (เก็บทีละน้อยแล้วเคาะ) เพื่อแก้ไขให้ถ้อยคำสอดคล้องสละสลวย เป็นเหตุเป็นผลจนคนอยากจะอ่านต่อไป เสร็จแล้วจึงเริ่มย่อหน้าใหม่ เพื่อขยายความเป็นตอน ๆ ไป โดยอ่านทวนข้อความเดิมอยู่ เรื่อย ๆ เพื่อตรวจสอบ แก้ไข และเติมแต่งแบบเก็บไป-เคาะไป (เหมือนทำกระดาษที่ยับให้เข้าที่เข้าทาง) จนกว่าจะจบภาคขยาย เพื่อให้ข้อความและเนื้อหาไม่ขัดกันทั้งตัวเชื่อม วรรคตอน ถ้อยคำ และประโยคดูลื่นไหลเป็นเหตุเป็นผลไปหมด เมื่อเสร็จภาคขยาย แล้วก็จบลงด้วยภาคสรุปที่สั้นกะทัดรัดไม่เยิ่นเย้อ โดยหยิบแต่ปัญหา สาเหตุ แนวทาง หรือวิธีการแก้ไขที่สำคัญ ๆ ออกมาพอสังเขป เพียงเพื่อทบทวนความจำของผู้อ่าน และกระตุ้นให้เขาเห็นความ สำคัญของสิ่งที่ผู้เขียนเสนอ โดยตบท้ายด้วยข้อเสนอแนะ คติธรรม คำสอนที่เลิศหรูดูมีค่าแค่ไหนก็ได้เพื่อเป็นข้อคิด ข้อเตือนใจเสร็จแล้วก็อ่านทบทวนตรวจทานเนื้อหาทั้งหมด เป็นการเคาะครั้งสุดท้าย และเพื่อความมั่นใจอาจใช้วิธีแลกกันอ่านกับเพื่อน เพื่อปรับปรุง ให้ดีขึ้นอีกก็ได้
สุดท้ายนี้ที่ไม่ควรลืมก็คือ ผู้ที่ถนัดแต่จะเล่าเรื่อง ไม่ชอบการวิเคราะห์วิจารณ์และวิจัยก็สามารถเขียนบทความเชิงสารคดีได้ โดยหาข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ปราชญ์เดินดิน หรือผู้มีภูมิปัญญา ท้องถิ่น จากสื่อหรือไปศึกษาชุมชน ไปสถานที่ท่องเที่ยวและไปดูงานต่างประเทศมาแล้วเขียนบรรยายเล่าเรื่องที่เป็นสารประโยชน์ต่าง ๆ แก่ผู้อ่านในทุกแง่มุมแบบงานวิจัยเชิงคุณภาพ และถ้าแถมด้วยบทกวีที่เป็นโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน และคติธรรมแทรกเข้าไปด้วยก็จะมีค่ายิ่งไม่แพ้บทความอื่นใด ตัวอย่างหัวข้อบทความแนวนี้ก็คือ พาเที่ยวเมืองเพชร ดูงานที่ญี่ปุ่น ปารีสมีอะไรดี อาจารย์ล้อม เพ็งแก้ว ปราชญ์เดินดิน และสลัม : นรกของผู้ยากไร้ เป็นต้น
จากการจัดการบรรยายครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยพัฒนางานวิชาการ เพื่อช่วยสนับสนุนให้คณาจารย์ได้ผลิตผลงานทางวิชาการ ซึ่งทางชุมชนฯ จะจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ทางวิชาการอย่างต่อเนื่องต่อไป และจะแจ้งให้สมาชิกทุกท่านได้รับทราบและร่วมกิจกรรม เพื่อผลิตผลงานทางวิชาการให้กว้างขวางต่อไป
nitayapbru
Fresh Boarder
กระทู้: 1
graphgraph
สมาชิกที่ไม่ได้ออนไลน์ Click here to see the profile of this user
The administrator has disabled public write access.
 
เลื่อนขึ้นบนสุดหน้า: 1